ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินได้ให้นิติบุคคลที่ขายอสังหาริมทรัพย์

กค 0706/11591 · 21 พฤศจิกายน 2546

เลขที่หนังสือ
กค 0706/11591
วันที่
21 พฤศจิกายน 2546
ข้อกฎหมาย
มาตรา 67 ทวิ
เลขตู้
66/32731

1.ข้อหารือ

ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ส่วนราชการในฐานะผู้จ่ายเงินได้พึง

ประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล คำนวณหักภาษีเงินได้

ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ซึ่งมาตรา 53 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่าย

เงินต้องตรวจสอบจำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักนั้นได้คำนวณและจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้วและต้องหักเงิน

จำนวนนั้นก่อนจ่าย แต่เมื่อมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 410) พ.ศ. 2545 ใช้บังคับ โดย

กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอน

อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสารอัน

เนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว โดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระแก่

เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุง

โครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน

กว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินหรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับสถาบันการเงินตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด โดยการโอนอสังหาริมทรัพย์และ

การกระทำตราสารต้องกระทำในระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และต้อง

เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน

พ.ศ. 2543 ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ให้นิติบุคคลที่ขายอสังหาริมทรัพย์ ส่วนราชการในฐานะ

ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะ

ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่

2.แนววินิจฉัย

กรณีส่วนราชการเป็นผู้จ่ายเงินได้ค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด

ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่

หากการโอนขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเป็นไปตามมาตรา

8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 410) พ.ศ. 2545 และได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ

เงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้น

ภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับจำนวนเงินที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์

ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่ง

มิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำไปชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้

ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2546

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้โอนขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

ส่วนราชการผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้

ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 7 ตุลาคม 2548

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0706/8362

  2. 17 มกราคม 2548

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการโต้แย้งพระราชกฤษีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2542 ประเด็นปัญหา: พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 360 และฉบับที่ 373             มาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2542 กรณี การยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการให้บริการ มีความหมายรวมตลอดถึงการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการให้บริการแก่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สถาบันการเงินด้วยหรือไม่ และหากบทบัญญัติดังกล่าวสามารถตีความให้มีผลได้สองทาง ทั้งที่ได้รับการยกเว้นและที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี การที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรพิจารณาว่าเงินได้ของบุคคลใดไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเนื่องจากการตีความในทางใดทางหนึ่งจะถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่

    กค 0706/394

  3. 29 ธันวาคม 2547

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 ประเด็นปัญหา: พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547             ตามหนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่า นางสาว ก. กรรมการผู้จัดการบริษัท ข. จำกัด มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามโดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ดังนี้           1. บริษัทฯ เป็นลูกหนี้เงินกู้ของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2538 บริษัทฯ ได้นำเงินกู้ไปลงทุนทำโครงการจัดสรรที่ดินและได้นำที่ดินทั้งหมดในโครงการฯ มาเป็นหลักประกันธนาคารฯ โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการตามระเบียบของกรมที่ดินต่อมาในปี 2540 ธนาคารฯ ไม่ยอมปล่อยเงินกู้และไม่ยอมทำการค้ำประกันสาธารณูปโภคตามระเบียบของกรมที่ดินในการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทำให้โครงการฯ ต้องหยุดดำเนินการ           2. ในปี 2545 ได้มีการโอนหนี้ของบริษัทฯ ไปให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ พ. (ต่อมาได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ ก.) และได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์ พ. ได้เข้ามาค้ำประกันสาธารณูปโภคเพื่อให้ได้ใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน บริษัทฯ จึงได้ไปดำเนินการขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้มีมติอนุญาตให้ทำการจัดสรรตามแผนผังโครงการของบริษัทฯ โดยมีข้อกำหนดประการหนึ่งคือ บริษัทฯ ต้องจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรปราศจากภาระผูกพันใด ๆ (ภาระจำนอง) เสียก่อนออกใบอนุญาต แต่เนื่องจากที่ดินของโครงการฯ ยังมีภาระผูกพันเป็นประกันหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และจะปลอดจากการประกันเมื่อบริษัทฯ ชำระหนี้ที่ดินตารางวาละ 3,800.-บาท

    กค 0706/11526

  4. 28 ธันวาคม 2547

    การขอคืนภาษีกรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ประเด็นปัญหา: มาตรา 744(2) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547             1. นาง ช. ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน โดยกู้เงินจากธนาคารและได้จำนองที่ดิน ที่จัดสรรไว้กับธนาคารฯ ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 ต่อมานาง ช. ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อสำนักงานที่ดินและได้ขอให้ธนาคารฯ ปลอดจำนองที่ดินเพื่อให้เป็นไปตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น โดยกำหนดให้ที่ดินที่จะขออนุญาตจัดสรรต้องปลอดภาระผูกพันใดๆ ธนาคารฯ ได้ปลอดจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่นาง ช. ตามข้อตกลงปลอดจำนอง ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2537 โดยได้จดทะเบียนปลอดจำนองไว้กับสำนักงานที่ดิน จากนั้นคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน จึงออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้           2. นาง ช. ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารฯ โดยต้องชำระหนี้ให้ธนาคารฯ จำนวนเงิน 9,177,180.11 บาท ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2546 และวันที่ 14 มิถุนายน 2547 นาง ช. ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 67425 อำเภอเมืองเชียงรายพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวเฮาส์ 2 ชั้น ให้แก่นางสาว น. และขอรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนเงิน 15,842 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวนเงิน 21,120 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่เรียกเก็บ 36,962 บาท เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า การจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวเป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นเพื่อชำระหนี้สถาบันการเงิน ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้ลดค่าธรรมเนียมตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวพ้นจากการจำนองแล้ว

    กค 0706/11440

  5. 19 พฤษภาคม 2546

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีผลขาดทุนจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0706/4499

  6. 24 ธันวาคม 2545

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 399) พ.ศ. 2545

    กค 0706/1040

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

อ้างมาตรา 67 ทวิ เช่นกัน

ดูทั้งหมด

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ