ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

กค 0702/8317 · 2 ตุลาคม 2552

เลขที่หนังสือ
กค 0702/8317
วันที่
2 ตุลาคม 2552
ข้อกฎหมาย
มาตรา 65 ทวิ
เลขตู้
72/36901

1.ข้อหารือ

กลุ่มสยามพร้อมด้วยผู้ค้ำประกันซึ่งจดจำนองที่ดินเป็นประกัน ได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบรรษัท บริหารสินทรัพย์ (บสท.) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 ด้วยการชำระหนี้คืนให้ บสท. โดยผู้ค้ำประกันที่เป็นผู้จำนอง ที่ดินตกลงขายที่ดินที่จำนองไว้เป็นประกันการชำระหนี้แทนกลุ่มสยามให้แก่ผู้อื่น เพื่อนำเงินได้มาชำระหนี้ให้แก่ บสท. ซึ่งต่อมาในปี 2552 ผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์หลักประกันให้ผู้จะซื้อซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อมีการทำสัญญาซื้อขายกันผู้จะซื้อสามารถให้บุคคลอื่นมาเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายได้ โดยผู้จะซื้อได้ชำระเงินมัดจำบางส่วนซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขายที่ดินให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย และผู้ค้ำประกันได้นำเงินได้ดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่ บสท. เพื่อชำระหนี้แทนกลุ่มสยามและไถ่ถอนจำนองจาก บสท. แล้ว ต่อมาผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาขายที่ดินและตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกที่ผู้จะซื้อกำหนด ภายในปี 2552 จึงได้หารือว่า

1. กลุ่มสยามและผู้ค้ำประกันจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความ ในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 483) พ.ศ. 2552 หรือไม่

2. กรณีผู้จะซื้อได้ให้บุคคลอื่นมาเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขาย โดยกำหนดราคาโอนเท่ากับเงินมัดจำ ที่ผู้จะซื้อได้ชำระให้แก่ผู้จะขาย ผู้จะซื้อมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ อย่างไร

3. หากกลุ่มสยามและผู้จะซื้อได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีในกรณีดังกล่าว จะต้องมีเอกสารหลักฐานใด เพื่อประกอบการพิจารณาใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

2.แนววินิจฉัย

กรณีกลุ่มสยามได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับ บสท. เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 หากการปรับปรุงโครงสร้าง หนี้ดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด และผู้ค้ำประกันได้โอนที่ดินที่จดจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่ผู้อื่นในระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 โดยนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่ บสท. ตามสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันซึ่งถือเป็นลูกหนี้ของ สถาบันการเงินตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 483) พ.ศ. 2552 ย่อมได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษี เงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับดังกล่าวด้วย โดยจะต้องแสดงหลักฐานสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และหนังสือรับรองหนี้ ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด ซึ่งมีข้อความอย่างน้อยตามที่แนบท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณี หนี้ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด ลงวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และอธิบดีกรมสรรพากรในการขอรับสิทธิประโยชน์ด้วย

สำหรับกรณีผู้จะซื้อให้บุคคลอื่นมาเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขาย โดยกำหนดราคาโอนเท่ากับเงินมัดจำที่ผู้จะซื้อ ได้ชำระให้แก่ผู้จะขาย เข้าลักษณะเป็นการโอนสิทธิในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน หากผู้จะซื้อโอนสิทธิดังกล่าวโดยมีค่าตอบแทน ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนจากการโอนสิทธิตามราคาตลาด ในวันที่โอนได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 23 กรกฎาคม 2551

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ กรณีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรจากการ โอนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0702/4259

  2. 7 กรกฎาคม 2548

    ภาษีเงินได้และภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขอคืนเงินภาษีอากรจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ประเด็นปัญหา: พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 433)            นาย จ.ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและภาษีธุรกิจเฉพาะ จำนวน 810,714 บาท ระบุมูลเหตุที่ขอคืนเนื่องจากได้รับยกเว้นรัษฎากรตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 433) พ.ศ. 2548 ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า ธนาคาร จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2544 กับ บริษัท ถ. จำกัด โดยนาย ถ. และบริษัทลิต จำกัด โดยนาย จ. ในฐานะลูกหนี้ สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ลูกหนี้มีบุคคลค้ำประกันและมีที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ถ. และนาย จ. จดทะเบียนจำนองค้ำประกันรวมจำนวน 48 แปลง ต่อมานาย จ. ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกัน ตกลงโอนที่ดินจำนวน 45 แปลง ตีชำระหนี้บางส่วนให้แก่ธนาคารฯ เป็นจำนวนเงิน 203,440,000 บาท ณ วันทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยในสัญญาฯ ระบุให้ลูกหนี้มีสิทธิขอซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันจดทะเบียนโอนหลักทรัพย์ตีชำระหนี้ให้แก่ธนาคารฯ โดยลูกหนี้ตกลงเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 นาย จ. ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกัน ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 50376, 50394, 1387, 1429, 46121 คืนจากธนาคารฯ ในราคา 18,853,783 บาท และได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1387, 1429, 46121 ให้กับการเคหะแห่งชาติในวันเดียวกันในราคา 33,314,400 บาท และนำเงินที่ขายได้ชำระหนี้ที่เหลือให้กับธนาคารฯ จำนวน 20,564,705.93 บาท ซึ่งช่วงของการโอนขายที่ดินระหว่างธนาคารฯ ไปยังลูกหนี้เจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีธุรกิจเฉพาะ ต่อมาธนาคารฯ ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรจากการโอนที่ดินตามกรณีดังกล่าวจำนวน 810,714 บาท

    กค 0706/5563

  3. 28 ธันวาคม 2547

    การขอคืนภาษีกรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ประเด็นปัญหา: มาตรา 744(2) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547             1. นาง ช. ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน โดยกู้เงินจากธนาคารและได้จำนองที่ดิน ที่จัดสรรไว้กับธนาคารฯ ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 ต่อมานาง ช. ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อสำนักงานที่ดินและได้ขอให้ธนาคารฯ ปลอดจำนองที่ดินเพื่อให้เป็นไปตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น โดยกำหนดให้ที่ดินที่จะขออนุญาตจัดสรรต้องปลอดภาระผูกพันใดๆ ธนาคารฯ ได้ปลอดจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่นาง ช. ตามข้อตกลงปลอดจำนอง ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2537 โดยได้จดทะเบียนปลอดจำนองไว้กับสำนักงานที่ดิน จากนั้นคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน จึงออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้           2. นาง ช. ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารฯ โดยต้องชำระหนี้ให้ธนาคารฯ จำนวนเงิน 9,177,180.11 บาท ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2546 และวันที่ 14 มิถุนายน 2547 นาง ช. ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 67425 อำเภอเมืองเชียงรายพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวเฮาส์ 2 ชั้น ให้แก่นางสาว น. และขอรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนเงิน 15,842 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวนเงิน 21,120 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่เรียกเก็บ 36,962 บาท เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า การจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวเป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นเพื่อชำระหนี้สถาบันการเงิน ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้ลดค่าธรรมเนียมตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวพ้นจากการจำนองแล้ว

    กค 0706/11440

  4. 6 สิงหาคม 2547

    การยกเว้นภาษี กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0706/7451

  5. 14 กรกฎาคม 2547

    ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีการโอนอสังหาริมทรัพย์จากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0706/6634

  6. 28 สิงหาคม 2543

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0811/32366

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

อ้างมาตรา 65 ทวิ เช่นกัน

ดูทั้งหมด

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ