ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีการโอนอสังหาริมทรัพย์จากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

กค 0706/6634 · 14 กรกฎาคม 2547

เลขที่หนังสือ
กค 0706/6634
วันที่
14 กรกฎาคม 2547
ข้อกฎหมาย
พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547
เลขตู้
67/33030

1.ข้อหารือ

1. เดิมบริษัท ก ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดที่ดิน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ไว้

กับธนาคารฯ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 จำนวนเงินรวม 57,000,000.- บาท ต่อมาธนาคารฯ

ได้จดทะเบียนโอนสิทธิการรับจำนองที่ดินทั้งสองโฉนดให้แก่บริษัท บ

2. ต่อมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 ระหว่างที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 399) พ.ศ.

2545 ให้ยกเว้นภาษีอากรสำหรับจำนวนเงินที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของ

สถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่น กรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังมีผลใช้บังคับ บริษัท ก ได้จดทะเบียนขายที่ดิน

ดังกล่าวในระหว่างจำนอง ให้แก่นาย ส ในราคา 47,300,000.- บาท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่

บริษัท บ ผู้รับจำนอง ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยผู้ซื้อรับภาระจำนองและภาระหนี้ตาม

สัญญาจำนอง ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 จำนวนเงิน 57,000,000.- บาท

3. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเมินราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน

54,280,000.- บาท และได้เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย โดยยกเว้นให้สำหรับ

จำนวนเงินที่นำไปชำระหนี้ 47,300,000.- บาท และเรียกเก็บร้อยละ 1.0 จากส่วนต่างระหว่าง

ราคาประเมินทุนทรัพย์กับจำนวนเงินที่นำไปชำระหนี้ (54,280,000 - 47,300,000 = 6,980,000)

เป็นเงิน 69,800.- บาท โดยไม่ได้นำภาระหนี้จำนองที่ผู้ซื้อรับไปมารวมกับจำนวนเงินที่ได้มีการชำระ

ให้แก่ผู้ขายที่ดิน (ลูกหนี้) เพื่อถือเป็นราคาขายในการคำนวณเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย

ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้เรียกเก็บโดยยกเว้นให้สำหรับจำนวนเงิน 47,000,000.-

บาท และเรียกเก็บร้อยละ 0.11 จากภาระหนี้จำนองที่ผู้ซื้อรับไปจำนวน 57,000,000.- บาท เป็น

62,700.- บาท

4. กรมที่ดินเห็นว่า เพื่อให้การปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 ซึ่ง

เป็นฉบับที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นไปโดยถูกต้อง จึงหารือว่า กรณีผู้ขายที่ดิน (ลูกหนี้) ขายที่ดินที่

จำนองไว้กับสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็น

สถาบันการเงิน เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน โดยได้ขายไปในระหว่าง

วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และเป็นการขายติดจำนองโดยผู้ซื้อยอมรับภาระหนี้

จำนองแทนผู้ขายที่ดิน (ลูกหนี้) ภาระหนี้จำนองที่ผู้ซื้อรับไปเป็นเงินได้ของผู้ขายที่ดิน (ลูกหนี้) ที่ได้รับ

ยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 หรือไม่

2.แนววินิจฉัย

กรณีดังกล่าวหากลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตาม

หลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ได้

จดทะเบียนขายที่ดินที่ได้จำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ไม่ว่า

การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นการขายโดยปลอดจำนองหรือติดจำนอง ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่

เป็นสถาบันการเงิน โดยได้ขายไปในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และ

ได้นำเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินดังกล่าว เงินได้ที่ได้

รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงิน ย่อม

ได้รับยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 กรณีลูกหนี้ขายที่ดินโดยติด

ภาระจำนองให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ภาระจำนองที่ผู้ซื้อรับภาระไปดังกล่าวผู้ขายจะ

ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้หรือรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ด้วย ดังนั้น ภาระจำนองที่ติดไปกับที่ดินดังกล่าวที่มิใช่จำนวนเงินที่

ลูกหนี้ได้นำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้สถาบันการเงิน ย่อมไม่ได้รับยกเว้นภาษีอากร ตามพระราชกฤษฎีกาฯ

(ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 แต่อย่างใด

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 23 กรกฎาคม 2551

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ กรณีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรจากการ โอนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0702/4259

  2. 21 มิถุนายน 2550

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และอากรแสตมป์ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0706/6106

  3. 17 สิงหาคม 2549

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

    กค 0706/6945

  4. 7 กรกฎาคม 2548

    ภาษีเงินได้และภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขอคืนเงินภาษีอากรจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ประเด็นปัญหา: พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 433)            นาย จ.ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและภาษีธุรกิจเฉพาะ จำนวน 810,714 บาท ระบุมูลเหตุที่ขอคืนเนื่องจากได้รับยกเว้นรัษฎากรตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 433) พ.ศ. 2548 ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า ธนาคาร จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2544 กับ บริษัท ถ. จำกัด โดยนาย ถ. และบริษัทลิต จำกัด โดยนาย จ. ในฐานะลูกหนี้ สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ลูกหนี้มีบุคคลค้ำประกันและมีที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ถ. และนาย จ. จดทะเบียนจำนองค้ำประกันรวมจำนวน 48 แปลง ต่อมานาย จ. ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกัน ตกลงโอนที่ดินจำนวน 45 แปลง ตีชำระหนี้บางส่วนให้แก่ธนาคารฯ เป็นจำนวนเงิน 203,440,000 บาท ณ วันทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยในสัญญาฯ ระบุให้ลูกหนี้มีสิทธิขอซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันจดทะเบียนโอนหลักทรัพย์ตีชำระหนี้ให้แก่ธนาคารฯ โดยลูกหนี้ตกลงเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 นาย จ. ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกัน ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 50376, 50394, 1387, 1429, 46121 คืนจากธนาคารฯ ในราคา 18,853,783 บาท และได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1387, 1429, 46121 ให้กับการเคหะแห่งชาติในวันเดียวกันในราคา 33,314,400 บาท และนำเงินที่ขายได้ชำระหนี้ที่เหลือให้กับธนาคารฯ จำนวน 20,564,705.93 บาท ซึ่งช่วงของการโอนขายที่ดินระหว่างธนาคารฯ ไปยังลูกหนี้เจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีธุรกิจเฉพาะ ต่อมาธนาคารฯ ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรจากการโอนที่ดินตามกรณีดังกล่าวจำนวน 810,714 บาท

    กค 0706/5563

  5. 29 ธันวาคม 2547

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 ประเด็นปัญหา: พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547             ตามหนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่า นางสาว ก. กรรมการผู้จัดการบริษัท ข. จำกัด มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามโดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ดังนี้           1. บริษัทฯ เป็นลูกหนี้เงินกู้ของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2538 บริษัทฯ ได้นำเงินกู้ไปลงทุนทำโครงการจัดสรรที่ดินและได้นำที่ดินทั้งหมดในโครงการฯ มาเป็นหลักประกันธนาคารฯ โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการตามระเบียบของกรมที่ดินต่อมาในปี 2540 ธนาคารฯ ไม่ยอมปล่อยเงินกู้และไม่ยอมทำการค้ำประกันสาธารณูปโภคตามระเบียบของกรมที่ดินในการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทำให้โครงการฯ ต้องหยุดดำเนินการ           2. ในปี 2545 ได้มีการโอนหนี้ของบริษัทฯ ไปให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ พ. (ต่อมาได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ ก.) และได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์ พ. ได้เข้ามาค้ำประกันสาธารณูปโภคเพื่อให้ได้ใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน บริษัทฯ จึงได้ไปดำเนินการขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้มีมติอนุญาตให้ทำการจัดสรรตามแผนผังโครงการของบริษัทฯ โดยมีข้อกำหนดประการหนึ่งคือ บริษัทฯ ต้องจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรปราศจากภาระผูกพันใด ๆ (ภาระจำนอง) เสียก่อนออกใบอนุญาต แต่เนื่องจากที่ดินของโครงการฯ ยังมีภาระผูกพันเป็นประกันหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และจะปลอดจากการประกันเมื่อบริษัทฯ ชำระหนี้ที่ดินตารางวาละ 3,800.-บาท

    กค 0706/11526

  6. 28 ธันวาคม 2547

    การขอคืนภาษีกรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ประเด็นปัญหา: มาตรา 744(2) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547             1. นาง ช. ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน โดยกู้เงินจากธนาคารและได้จำนองที่ดิน ที่จัดสรรไว้กับธนาคารฯ ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 ต่อมานาง ช. ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อสำนักงานที่ดินและได้ขอให้ธนาคารฯ ปลอดจำนองที่ดินเพื่อให้เป็นไปตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น โดยกำหนดให้ที่ดินที่จะขออนุญาตจัดสรรต้องปลอดภาระผูกพันใดๆ ธนาคารฯ ได้ปลอดจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่นาง ช. ตามข้อตกลงปลอดจำนอง ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2537 โดยได้จดทะเบียนปลอดจำนองไว้กับสำนักงานที่ดิน จากนั้นคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน จึงออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้           2. นาง ช. ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารฯ โดยต้องชำระหนี้ให้ธนาคารฯ จำนวนเงิน 9,177,180.11 บาท ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2546 และวันที่ 14 มิถุนายน 2547 นาง ช. ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 67425 อำเภอเมืองเชียงรายพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวเฮาส์ 2 ชั้น ให้แก่นางสาว น. และขอรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนเงิน 15,842 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวนเงิน 21,120 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่เรียกเก็บ 36,962 บาท เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า การจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวเป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นเพื่อชำระหนี้สถาบันการเงิน ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้ลดค่าธรรมเนียมตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2547 เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวพ้นจากการจำนองแล้ว

    กค 0706/11440

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ