ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการตรวจนับสินค้ารถยนต์

กค 0811(กม.06)/พ./149 · 29 มกราคม 2545

เลขที่หนังสือ
กค 0811(กม.06)/พ./149
วันที่
29 มกราคม 2545
ประเภทภาษี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
มาตรา 71/1 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 77/2มาตรา 78
เลขตู้
65/31243

1.ข้อหารือ

1. ในวันที่ 8 กันยายน 2541 จังหวัดได้เข้าตรวจนับสินค้า ณ สถานประกอบการของบริษัท

พ.จำกัด พบรถยนต์จำนวน 34 คัน เป็นรถยนต์เก่าจำนวน 15 คัน และเป็นรถยนต์ใหม่จำนวน 19 คัน

โดยขายให้กรรมการแล้วจำนวน 9 คัน แต่ยังจอดไว้ที่บริษัทฯ ดังนั้น จึงมีรถยนต์ใหม่ที่ยังไม่ได้ขายจอด

ไว้ที่บริษัทฯ จำนวน 10 คัน ผู้จัดการแจ้งเพิ่มเติมอีกว่ามีรถยนต์ที่ขายใน วันที่ 3 กันยายน 2541 อีก

จำนวน 1 คัน แต่เมื่อจังหวัดตรวจรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไม่พบใบกำกับภาษีขายแต่อย่างใด บริษัทฯ

ชี้แจงว่ารายงานสินค้าและวัตถุดิบดังกล่าวเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการขายรถและคุมจำนวน

รถที่จอดอยู่ ณ สถานประกอบการในขณะนั้น จังหวัดจึงได้ขอตรวจรายงานสินค้าและวัตถุดิบย้อนหลังใน

เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม และเดือนสิงหาคม 2541

2. ในวันที่ 18 กันยายน 2541 บริษัทฯ ได้นำรายงานสินค้าและวัตถุดิบมา ให้เจ้าพนักงาน

ตรวจสอบเป็นรายงานที่บันทึกตามใบกำกับภาษีซื้อและแสดงจำนวนรถยนต์ใหม่ ทั้งหมดของบริษัทฯ และ

จากการตรวจสอบรายงานสินค้าและวัตถุดิบดังกล่าวพบว่ามีจำนวนรถยนต์ใหม่คงเหลือ ณ วันที่ 8

กันยายน 2541 จำนวน 113 คัน โดยจอดไว้ที่บริษัทฯ จำนวน 10 คัน และอีก 103 คัน บริษัทได้นำไป

จอดไว้ที่บริษัทในเครือและอู่ต่อรถยนต์และมีรถซึ่งไม่มีในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ จอดอยู่ที่บริษัทฯ

จำนวน 1 คัน

3. จังหวัดได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานสรรพากรจังหวัดอื่นที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตรวจ

นับสินค้าและวัตถุดิบตามรายละเอียดดังกล่าว พบรถยนต์จำนวน 83 คัน จอดอยู่ที่บริษัทในเครือและอู่ต่อ

รถยนต์ตามที่แจ้ง ส่วนรถยนต์จำนวน 20 คันที่ตรวจนับไม่พบ บริษัทฯ ยืนยันว่ายังมิได้มีการจำหน่ายและ

นำหนังสือแจ้งจำหน่ายและหลักฐานการส่งบัญชีจำหน่ายรถยนต์ มาแสดง ซึ่งเป็นของบริษัท ฮ. จำกัด

จำนวน 9 คัน เป็นของบริษัท เอ็ม จำกัด จำนวน 10 คัน และเป็นของบริษัท ค.จำกัด จำนวน 1 คัน

โดยชี้แจงว่าหนังสือแจ้งจำหน่ายและหลักฐานการส่งบัญชีจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่ารถยนต์ยังไม่

ได้ขาย

4. จังหวัดหารือว่า

4.1 หนังสือชุดแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีจำหน่ายรถยนต์ซึ่งจัดทำขึ้น

โดยบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองรถยนต์ได้หรือไม่

4.2 รถยนต์ที่ตรวจนับไม่พบซึ่งบริษัทฯ อ้างว่าได้เคลื่อนย้ายไปจอดที่บริษัทในเครือซึ่งมิใช่

ตัวแทนจำหน่าย จะถือเป็นการขายและต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

2.แนววินิจฉัย

กรณีตามรายงานสินค้าและวัตถุดิบที่บริษัทฯ นำมาให้เจ้าพนักงานตรวจสอบใน วันที่ 18

กันยายน 2541 ปรากฏว่ามีปริมาณรถยนต์ใหม่คงเหลือจำนวน 113 คัน แต่จัดเก็บไว้ ณ

สถานประกอบการของบริษัทฯ เพียงจำนวน 10 คัน ส่วนที่เหลือจำนวน 103 คัน บริษัทฯ แจ้งว่านำไป

เก็บไว้ ณ บริษัทในเครือและอู่ต่อรถยนต์ ซึ่งจังหวัดได้ขอความร่วมมือสำนักงานสรรพากรจังหวัดที่

เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตรวจนับรถยนต์ของบริษัทในเครือและอู่ต่อรถยนต์ พบว่ามีรถยนต์ของบริษัทฯ เก็บ

ไว้ ณ บริษัทในเครือและอู่ต่อรถยนต์จำนวน 83 คัน อีก 20 คันนั้น บริษัทฯ แจ้งว่ายังมิได้ขาย โดยนำ

หนังสือแจ้งการจำหน่ายและหลักฐานการส่งบัญชีจำหน่ายรถยนต์มาแสดง ซึ่งเป็นของบริษัท ฮ. จำนวน 9

คัน บริษัท เอ็ม. จำนวน 10 คัน และเป็นของบริษัท ค. จำนวน 1 คัน กรณีดังกล่าวแยกพิจารณาได้

ดังนี้

1. กรณีบริษัทฯ ส่งมอบรถยนต์ให้แก่บริษัทในเครือ เข้าลักษณะเป็นการจำหน่าย จ่าย โอน

สินค้า ซึ่งถือเป็นการขายสินค้า ตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มี หน้าที่ต้องเสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

เกิดขึ้นตามมาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีในทันทีที่

ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณีบริษัทฯ แต่งตั้งให้บริษัทในเครือเป็นตัวแทนเพื่อขายสินค้า เมื่อบริษัทฯ ส่งมอบรถยนต์

ให้แก่บริษัทในเครือ เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร

บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อความ รับผิดใน

การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร และ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้อง

จัดทำใบกำกับภาษีในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 86 แห่ง

ประมวลรัษฎากร เว้นแต่บริษัทฯ ทำสัญญาแต่งตั้งให้บริษัทในเครือเป็นตัวแทนเพื่อขายสินค้าตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 8)ฯ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ของ บริษัทฯ เกิดขึ้นเมื่อตัวแทนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ตามมาตรา 78(3) แห่งประมวลรัษฎากร

3. กรณีบริษัทฯ ส่งมอบรถยนต์ให้แก่อู่ต่อรถยนต์ หากการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า

(1) บริษัทฯ นำรถยนต์ไปเก็บไว้ ณ อู่ต่อรถยนต์ เพื่อว่าจ้างอู่ต่อรถยนต์ต่อเติมรถยนต์

สำหรับนำไปขายต่อไป กรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) แห่ง

ประมวลรัษฎากร แต่ต้องให้บริษัทฯ หมายเหตุไว้ในรายงานสินค้าและวัตถุดิบด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานใน

การตรวจสอบมูลค่าขายต่อไป

(2) บริษัทฯ นำรถยนต์ไปเก็บไว้ ณ อู่ต่อรถยนต์เพื่อฝากขาย เข้าลักษณะเป็นการส่งมอบ

สินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย ซึ่งถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ

มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อความรับผิดในการเสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร และ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้อง

จัดทำใบกำกับภาษีในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 86 แห่ง

ประมวลรัษฎากร เว้นแต่บริษัทฯ ทำสัญญาแต่งตั้งให้อู่ต่อรถยนต์เป็นตัวแทนเพื่อขายสินค้าตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม

(ฉบับที่ 8)ฯ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2534 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทฯ เกิดขึ้น

เมื่อตัวแทนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ตามมาตรา 78(3) แห่งประมวลรัษฎากร

4. กรณีรถยนต์จำนวน 20 คัน ที่ตรวจนับไม่พบ และมิได้เก็บไว้ ณ บริษัทในเครือและอู่ต่อ

รถยนต์ ซึ่งบริษัทฯ แจ้งว่ามิได้ขาย โดยบริษัทฯ นำหนังสือแจ้งการจำหน่ายและ หลักฐานการส่งบัญชี

จำหน่ายรถยนต์มาแสดงว่าเป็นของบริษัท ฮ. บริษัท เอ็ม และบริษัท ค. หากการไต่สวนข้อเท็จจริง

ปรากฏว่า บริษัททั้งสามรายดังกล่าวมีหลักฐานสำเนาใบกำกับสินค้าของ รถยนต์ที่ขาดหายไปตรงตามที่

ระบุในหนังสือแจ้งการจำหน่ายและหลักฐานการส่งบัญชีจำหน่าย รถยนต์ของบริษัทฯ ถือว่าบริษัทฯ

จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ให้แก่บริษัททั้งสามราย ซึ่งเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) แห่ง

ประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร

เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ มี

หน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 86 แห่ง

ประมวลรัษฎากร เว้นแต่บริษัทฯ ทำสัญญาแต่งตั้งให้บริษัททั้งสามดังกล่าวเป็นตัวแทนเพื่อขายสินค้าตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 8)ฯ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2534 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของ

บริษัทฯ เกิดขึ้นเมื่อตัวแทนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อตามมาตรา 78(3) แห่งประมวลรัษฎากร

5. กรณีตาม 4. หากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า บริษัททั้งสามรายดังกล่าวไม่มีหลักฐานใบ

กำกับสินค้าของรถยนต์ที่ขาดหายไปตามที่ระบุในหนังสือแจ้งจำหน่ายและหลักฐานการส่งบัญชีจำหน่าย

รถยนต์ของบริษัทฯ ซึ่งแสดงว่าบริษัทฯ มิได้ขายรถยนต์ให้แก่บริษัททั้งสามรายแต่อย่างใด กรณีถือว่าบริษัท

ฯ มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8)(จ) แห่ง

ประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

เมื่อมีการตรวจพบตามมาตรา 78/3 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 8 ของกฎกระทรวง

ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534)ฯ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่ต้อง

จัดทำใบกำกับภาษีแต่อย่างใด ตามข้อ 2(3) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.86/2542 ฯ ลงวันที่ 19

กรกฎาคม พ.ศ. 2542 แต่ต้องจัดทำเอกสารประกอบการลงรายงานภาษีขาย โดยเอกสารดังกล่าวต้อง

มีปริมาณและมูลค่าสินค้าเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ ตามข้อ 7(6) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89)ฯ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542

6. หนังสือชุดแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีและจำหน่ายรถยนต์ที่บริษัทฯ นำ

มาแสดงเป็นหลักฐานว่ายังไม่ได้ขายรถยนต์ให้แก่บริษัทผู้ซื้อ มิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือ

สิทธิครอบครองรถยนต์ แต่บริษัทฯ สามารถนำเอกสารดังกล่าวมาพิสูจน์เพื่อแสดงว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอน

ได้ เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้นจะยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไข

ทั้งนี้ ตามมาตรา 458 และมาตรา 459 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ แต่เนื่องจากความรับผิด

ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้าตามมาตรา 78 แห่ง

ประมวลรัษฎากร ดังนั้น ไม่ว่าหนังสือชุดแจ้งจำหน่ายและหลักฐานการส่งบัญชีและจำหน่ายรถยนต์ของ

บริษัทฯ สามารถเป็นหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังเป็นของบริษัทฯ อยู่หรือไม่นั้น หากบริษัทฯ

ได้ส่งมอบรถยนต์ให้กับบริษัทผู้ซื้อแล้ว ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเกิดขึ้นตามมาตรา 78

แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 7 กันยายน 2552

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบกิจการในเขตปลอดอากร

    กค 0702/7318

  2. 12 มิถุนายน 2551

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีภาษีขายที่เกิดขึ้นก่อนโอนกิจการทั้งหมด

    กค 0702(กม.09)/พ./1196

  3. 19 พฤษภาคม 2546

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

    กค 0706/พ./4498

  4. 7 ธันวาคม 2544

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีของแถมและการออกใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้าตามสัญญา เช่าซื้อ

    กค 0811/ก.652

  5. 21 พฤษภาคม 2542

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการขายและรับโอนลูกหนี้เช่าซื้อ

    กค 0811/04774

  6. 3 มิถุนายน 2541

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีรับโอน สิทธิเรียกร้องในลูกหนี้เช่าซื้อของสถาบันการเงินที่ถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการ 56 แห่ง

    กค 0811/07455

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

อ้างมาตรา 77/2 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

อ้างมาตรา 78 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ