ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายค่าธรรมเนียมของร้านค้ารับบัตรเครดิต

กค 0811/10958 · 20 พฤศจิกายน 2544

เลขที่หนังสือ
กค 0811/10958
วันที่
20 พฤศจิกายน 2544
เลขตู้
64/31110

1.ข้อหารือ

หารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของค่าธรรมเนียมร้านค้ารับ

บัตรเครดิต ตามคำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่

ท.ป.101/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หัก

ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2544 ดังนี้

1. ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตที่ให้บริการชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเครดิตจะจ่าย

เงินให้กับร้านค้าพร้อมทั้งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้า ซึ่งธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตจะคำนวณ

ภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าธรรมเนียมดังกล่าว และนำเงินค่าธรรมเนียมสุทธิหลังจากหักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

เข้าบัญชีธนาคารของร้านค้า และออกใบกำกับภาษีให้กับร้านค้า ทำให้ร้านค้าไม่สามารถหักภาษีเงินได้ ณ

ที่จ่าย สำหรับค่าธรรมเนียมได้ในทันทีที่จ่าย แต่ร้านค้าจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้

กับธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตในภายหลัง ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวไม่ถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติของ

กรมสรรพากรตามคำชี้แจงกรมสรรพากรฯ ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2544 เนื่องจากร้านค้าผู้จ่ายเงิน

ค่าธรรมเนียมมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการหักเงินจากบัญชีธนาคารของผู้จ่ายเงิน

โดยมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้กับธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตผู้ถูกหักภาษี ณ

ที่จ่าย ในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ระบุวัน

เดือน หรือปีภาษีที่จ่ายเงินได้ เป็นวันเดียวกันกับวันที่มีการหักเงินจากบัญชีธนาคารของผู้จ่ายเงิน

2. กรณีร้านค้าแต่งตั้งให้ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นตัวแทนเพื่อ

ดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย แทนร้านค้า แนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรตามคำชี้แจงกรมสรรพากรฯ

ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2544 กำหนดให้ต้องมีการจัดทำสัญญาการตั้งตัวแทนและมอบอำนาจให้กระทำการ

แทนเป็นลายลักษณ์อักษร และธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

และยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในนามของร้านค้าเป็นรายฉบับแต่ละรายร้านค้า พร้อมทั้งส่งมอบ

สำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำเนาแบบ ภ.ง.ด.53 และใบเสร็จรับเงินของ

กรมสรรพากรให้กับร้านค้าด้วย ชมรมฯ มีความเห็นว่า กรณีให้ร้านค้าและธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต

ทำสัญญาการแต่งตั้งตัวแทนและมอบอำนาจให้กระทำการแทนเป็นลายลักษณ์อักษร จะมีความยุ่งยากในทาง

ปฏิบัติเป็นอย่างมากและไม่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนทุกร้านค้า เนื่องจากปัจจุบันมีร้านค้าซึ่งรับ

บัตรเครดิตมากกว่าหนึ่งแสนร้าน และแต่ละร้านค้าก็รับบัตรเครดิตของหลายแห่ง นอกจากนี้ธนาคารหรือ

บริษัทบัตรเครดิตไม่อยู่ในวิสัยจะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นรายฉบับแต่ละรายผู้จ่ายเงิน

และไม่อยู่ในวิสัยที่จะยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในนามของผู้จ่ายเงินเป็นรายฉบับแต่ละราย

ผู้จ่ายเงิน จึงขอให้กรมสรรพากรอนุมัติให้ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตไม่ต้องทำสัญญาการแต่งตั้งตัวแทน

เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นรายฉบับแต่ละรายผู้จ่ายเงิน

และยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.53 เพียง 1 ฉบับ ในนามของธนาคารหรือ

บริษัทบัตรเครดิตแต่ระบุว่าในฐานะผู้กระทำการแทนผู้จ่ายเงิน โดยมีรายละเอียดรายการภาษีเงินได้หัก

ณ ที่จ่ายของร้านค้าแนบแบบ ภ.ง.ด.53 ด้วย และให้ใช้เอกสารรายละเอียดดังกล่าวเป็นใบต่อของแบบ

ภ.ง.ด.53 ซึ่งสามารถจัดทำเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

2.แนววินิจฉัย

1. กรณีร้านค้าซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้

บัตรเครดิตให้กับธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต โดยเป็นการจ่ายผ่านระบบการหักเงินจากบัญชีธนาคาร

ของผู้จ่ายเงิน ถือเป็นการจ่ายค่าบริการที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากร

ร้านค้ามีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.

4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หัก

ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่

ท.ป.104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 และร้านค้ามีหน้าที่ต้องออก

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในทันที

ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย และมีหน้าที่ต้องยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย อย่างไรก็ดี

เนื่องจากร้านค้ามีรายการขายสินค้าและให้บริการด้วยบัตรเครดิตทุกวัน ทำให้ร้านค้าไม่สามารถหัก

ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของร้านค้า จึงผ่อนผันให้ร้านค้า

ซึ่งมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่าย

ค่าธรรมเนียมในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 1

ครั้งต่อเดือน แต่ร้านค้ายังคงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินได้ ทั้งนี้ ตาม

มาตรา 50 ทวิ วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร และต้องยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

2. ในกรณีร้านค้าผู้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมมีความประสงค์แต่งตั้งให้ธนาคารหรือบริษัท

บัตรเครดิตผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ออก

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทน ผู้จ่าย

เงิน พร้อมทั้งยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงิน ก็

สามารถกระทำได้ โดยจะต้องจัดทำสัญญาการตั้งตัวแทนและมอบอำนาจให้กระทำการแทนเป็น

ลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตซึ่งเป็นตัวแทนจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายในนามของร้านค้า และต้องยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในนามของ ร้านค้า หากธนาคาร

หรือบริษัทบัตรเครดิตรายหนึ่งรายใดได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนเพื่อดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แทน

ร้านค้าหลาย ๆ ร้านค้า ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็น

รายฉบับทุกครั้งที่จ่ายเงิน และต้องยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในนามของร้านค้าเป็นรายฉบับ

แต่ละรายร้านค้าด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีร้านค้าที่รับบัตรเครดิตเป็นจำนวนมาก และแต่ละ

ร้านค้าก็รับบัตรเครดิตของธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตหลายแห่ง จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำสัญญาการตั้งตัว

แทนและมอบอำนาจให้กระทำการแทนเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่อยู่ในวิสัยจะออก

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในนามของร้านค้าเป็นรายฉบับทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน และไม่อยู่ใน

วิสัยจะยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในนามของร้านค้าเป็นรายฉบับ จึงให้ธนาคารและบริษัท

บัตรเครดิตดำเนินการดังนี้

2.1 กรณีธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตได้มีหนังสือแจ้งไปยังร้านค้าซึ่งเป็นสมาชิกอยู่เดิมโดยมี

สาระสำคัญว่า ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตจะเป็นผู้ดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่ายของค่าธรรมเนียม

ร้านค้ารับบัตรเครดิตแทน ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทน และยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ

ที่จ่ายแทน โดยกำหนดระยะเวลาให้ร้านค้าตอบรับ เมื่อร้านค้า ตอบรับแล้ว ถือว่าหนังสือแจ้งเป็น

ข้อตกลงแต่งตั้งให้ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตเป็นตัวแทนแล้ว แต่หากเป็นร้านค้าที่เป็นสมาชิกใหม่จะ

ต้องมีข้อกำหนดการแต่งตั้งตัวแทนอย่างชัดเจน

2.2 กรณีธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าธรรมเนียมแทน

ร้านค้าแล้ว ผ่อนผันให้ร้านค้าไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียม

ให้กับธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ วรรคสาม

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งทำให้ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายเป็นรายฉบับทุกครั้งที่จ่ายเงิน แต่ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตต้องจัดทำรายละเอียดรายการ

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งมีรายการตามเอกสารที่ชมรมฯ ส่งไปประกอบการพิจารณาของกรมสรรพากร

เพื่อเป็นหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตยังคงมีหน้าที่ต้องหัก

ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินได้

2.3 เพื่อเป็นการรับรองว่าธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตได้ดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ

ที่จ่าย แทนร้านค้าแล้ว ให้ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตระบุข้อความเพิ่มเติมในใบกำกับภาษีของ

ค่าธรรมเนียมมีสาระสำคัญว่า ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตได้ดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ

ค่าธรรมเนียมในอัตรา 3% เป็นจำนวน ......บาท แทนร้านค้าแล้ว และจะดำเนินการนำส่งภาษี

ดังกล่าวต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ซึ่งธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตจะต้องจัดให้มี

การ SCAN หรือพิมพ์ลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

2.4 ให้ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.53

โดยระบุในช่องผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายว่า ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตในฐานะผู้กระทำการแทนผู้จ่าย

เงินในใบแนบ ภ.ง.ด.53 พร้อมทั้งแนบรายละเอียดรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายซึ่งระบุชื่อผู้จ่ายเงิน

เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้จ่าย จำนวนเงินที่จ่าย และจำนวนภาษีที่หัก และให้ถือว่าเอกสาร

รายละเอียดดังกล่าวเป็นใบต่อแบบ ภ.ง.ด.53 ด้วย ซึ่งอาจจัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้

และให้ถือว่าเป็นบัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่ายและการนำส่งภาษี ตามมาตรา 17 แห่ง

ประมวลรัษฎากร และข้อ 7 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้และภาษีการค้า (ฉบับที่

4) เรื่อง กำหนดให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้หรือภาษีการค้า ณ ที่จ่าย มีบัญชีพิเศษ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม

พ.ศ. 2531

2.5 ให้ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตใช้สำเนาแบบ ภ.ง.ด.53 และหลักฐานใบเสร็จรับเงิน

ของกรมสรรพากรที่รับชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นหลักฐานในการเครดิตภาษีตามมาตรา 60 แห่ง

ประมวลรัษฎากร

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 4 พฤษภาคม 2561

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการขออนุมัติหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแทนผู้จ่ายเงินได้

    0702/3539

  2. 22 ธันวาคม 2553

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการชำระเงินค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต

    กค 0702/10035

  3. 26 สิงหาคม 2547

    ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีเงินได้จากการขายบัตรเข้าชมการแสดงพร้อมอาหาร

    กค 0706/8042

  4. 14 พฤษภาคม 2545

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการขออนุมัติผ่อนผันการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่าย ครั้งเดียวทุกสิ้นเดือน

    กค 0811/ก.600

  5. 14 พฤษภาคม 2545

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการจ่ายค่าบริการที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้า

    กค 0811/ก.597

  6. 18 มีนาคม 2545

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารและบริษัทบัตรเครดิต

    กค 0811/2258

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

อ้างมาตรา 40 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

อ้างมาตรา 50 ทวิ เช่นกัน

ดูทั้งหมด

อ้างมาตรา 17 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ