ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการพิจารณาเงินได้เพื่อประเมินภาษีอากร
กค 0706/7057 · 24 กรกฎาคม 2546
- เลขที่หนังสือ
- กค 0706/7057
- วันที่
- 24 กรกฎาคม 2546
- ประเภทภาษี
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ข้อกฎหมาย
- มาตรา 155 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 172 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)
- เลขตู้
- 66/32579
1.ข้อหารือ
สำนักงานสรรพากรจังหวัดได้หารือเกี่ยวกับการประเมินภาษีอากร ราย นางสาว พ. จาก
การตรวจสอบปรากฏว่า มีประเด็นที่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย คือ รายรับที่ได้จากการทำสัญญากับห้างฯ เป็น
รายได้จากการประกอบกิจการจ้างทำของหรือตัวแทน โดยมีข้อเท็จจริง ดังนี้ สำนักงานจังหวัดได้ทำ
สัญญาว่าจ้างห้างฯ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานสาขาตั้งอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี
ก่อสร้างศูนย์ราชการและต่อเติมปรับปรุงอาคารศาลากลางจังหวัด ราคาตามสัญญา 66,480,000 บาท
โดยมีเงื่อนไขให้จ่ายค่าจ้าง 14 งวด และผู้รับจ้างจะต้องไม่เอางานทั้งหมดหรือบางส่วนไปจ้างช่วงอีก
ต่อหนึ่ง โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้างก่อน แต่ห้างฯ ได้เอางานที่รับจ้างทั้งหมดไปทำ
สัญญาว่าจ้างช่วง และทำบันทึกข้อตกลงตั้งตัวแทนรับสภาพหนี้กับนางสาว พ. โดยเอกสารทั้ง 2 ฉบับได้
ลงวันที่วันเดียวกัน ต่อมาคู่สัญญาได้มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารดังกล่าวว่า เป็นการ
ประกอบกิจการจ้างทำของหรือตัวแทน นางสาว พ.เป็นโจทก์ฟ้องห้างฯ คดีแพ่งหมายเลขดำอ้างว่าเป็น
ตัวแทน แต่ห้างฯ ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งอ้างว่าเป็นจ้างทำของ
2.แนววินิจฉัย
กรณีห้างฯ ได้ทำสัญญาจ้างช่วงและบันทึกข้อตกลงตั้ง ตัวแทนรับสภาพหนี้กับนางสาว พ. ตาม
ข้อเท็จจริงดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างช่วงไม่เข้าลักษณะเป็นนิติกรรมอำพราง ตามมาตรา
155 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะเดิมนางสาว พ. ตั้งใจไปขอกู้เงินจาก
ธนาคารฯ แต่ไม่ได้รับอนุมัติ เพื่อให้ได้เงินกู้และมีหลักฐานในการกู้เงิน จึงเป็นเหตุให้นางสาว พ.
ตกลงเปลี่ยนความตั้งใจเดิมยินยอมทำเป็นสัญญาจ้างช่วงเพื่อที่จะได้เงินกู้จากธนาคารฯ ตามที่ต้องการ
ถือได้ว่านางสาว พ. เปลี่ยนเจตนาเดิมมายินยอมผูกพันตามสัญญาจ้างช่วงโดยความสมัครใจ มิใช่
เกิดจากเจตนาลวงและมิใช่ นิติกรรมอำพรางนิติกรรมอันหลังคือบันทึก ดังนั้น นางสาว พ. จะยก
ความตั้งใจเดิมมาลบล้างสัญญาจ้างช่วงไม่ได้ ต้องบังคับตามสัญญาจ้างช่วง
กรมสรรพากรเป็นบุคคลภายนอกไม่เข้าลักษณะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงไม่มีหน้าที่ยกความ
เสียเปล่าแห่งนิติกรรมขึ้นกล่าวอ้าง แต่คู่กรณีเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ทำลาย หรือขอ
ให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาจ้างช่วงได้ ตามมาตรา 172 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ คู่สัญญาเพียงแต่กล่าวอ้าง
กับเจ้าพนักงานกรมสรรพากร ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น ประกอบกับห้างฯ ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงิน
ค่าก่อสร้างหลังจากหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแล้วจำนวน 65,858,690.52 บาท และเงินช่วยเหลือ
ปรับปรุงค่างาน (ค่าเค) จำนวน 1,763,314.95 บาท ที่ได้รับจากสำนักงานจังหวัดตราดให้แก่
นางสาวเพ็ญศรีฯ ทั้งจำนวน ในชั้นนี้จึงต้องบังคับตามนิติกรรมอันแรก คือสัญญาจ้างช่วงและเข้าลักษณะ
เป็นการจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นางสาว พ.เป็นผู้ประกอบ
กิจการ มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง
เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า
7 มีนาคม 2551
ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ้างก่อสร้างกค 0702/พ.469
17 มกราคม 2549
ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการหักภาษี ณ ที่จ่ายกค 0706/193
24 ธันวาคม 2547
ภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีตัวแทนถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนตัวการกค 0706/11375
22 กรกฎาคม 2547
การอายัดเงินค้ำประกันสัญญาจ้างกค 0706/6982
31 กรกฎาคม 2545
ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการโอนสิทธิการรับชำระค่าบริการกค 0811/พ./ก.984
17 กุมภาพันธ์ 2542
ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีการออกใบกำกับภาษีตามสัญญาประนีประนอมยอมความกค 0811/พ.1499
บริการเสริม
ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ
ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้
ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว
เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ