ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการให้บริการผ่านระบบบาทเนต (BAHTNET) และการให้บริการเรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชี

กค 0706/4658 · 21 พฤษภาคม 2546

เลขที่หนังสือ
กค 0706/4658
วันที่
21 พฤษภาคม 2546
เลขตู้
66/32427

1.ข้อหารือ

ธนาคารฯ ได้หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการให้บริการผ่านระบบ

บาทเนต (BAHTNET) และการให้บริการเรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชี ดังนี้

1. ปัญหาทางปฏิบัติเกี่ยวกับการให้บริการผ่านระบบบาทเนต (BAHTNET)

บาทเนต (BAHTNET) คือ เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้ในการรับส่งข้อความระหว่าง

ธนาคารฯ กับสถาบันการเงินและองค์กรต่างๆ ซึ่งมีบัญชีเงินฝากกับ ธนาคารฯ เพื่อประโยชน์สำหรับการ

โอนเงินรายใหญ่ ซึ่งผลการชำระบัญชีสมบูรณ์ทันทีทีละรายการ และการส่งมอบและการชำระราคา

ตราสารหนี้ที่ ธนาคารฯ เป็นนายทะเบียนในลักษณะที่การส่งมอบตราสารหนี้และการชำระราคาเกิดขึ้น

พร้อมกันและมีผลสมบูรณ์โดยทันทีทีละรายการ เพื่อลดความเสี่ยงในระบบการชำระเงิน และเพื่อให้การ

โอนเงิน การโอนตราสารหนี้ และการติดต่อธุรกิจทางการเงินเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

ซึ่งผู้ใช้บริการผ่านระบบบาทเนตที่เป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์และต้องการโอนเงินให้แก่บุคคลหรือ

นิติบุคคลซึ่งมีบัญชีเงินฝากอยู่ต่างธนาคาร สามารถใช้บริการได้ทันที โดยไม่ต้องทำสัญญาหรือข้อตกลง

ล่วงหน้ากับธนาคารพาณิชย์ แต่ผู้ใช้บริการจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอนให้แก่ธนาคารผู้สั่งโอน ดังนี้

1.1 กรณีการโอนเงินภายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คือ จังหวัดสมุทรปราการ

สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี อัตราค่าบริการต่อครั้งมีจำนวนแน่นอน คือ รายการละ 250

บาท ธนาคารผู้สั่งโอนคิดค่าธรรมเนียมรายการละ 150 บาท ธนาคารผู้รับโอนคิดค่าธรรมเนียมรายการ

ละ 100 บาท ธนาคารฯ เข้าใจว่า เมื่อผู้ใช้บริการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารผู้สั่งโอนจำนวน

250 บาท ผู้ใช้บริการไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ความเข้าใจของธนาคารฯ ถูกต้องหรือไม่

1.2 กรณีการโอนเงินระหว่างจังหวัด อัตราค่าบริการการโอนต่อครั้งมีจำนวนไม่แน่นอน

และผันแปรตามมูลค่าการโอน แต่มีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาท ธนาคารฯ เข้าใจว่า ผู้ใช้บริการจะเป็นผู้

หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากธนาคารผู้สั่งโอนสำหรับค่าธรรมเนียมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป

ความเข้าใจของ ธนาคารฯ ถูกต้องหรือไม่

1.3 ตามข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.112/2545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ

ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่าย

เงินได้จากการให้บริการของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์และบริษัทตามกฎหมาย

ว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ลงวันที่ 1 พฤษภาคม

พ.ศ. 2545 กำหนดว่า “กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม

มาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วย

ธนาคารพาณิชย์ ... โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากการจ่ายค่าบริการ

ไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการในครั้งต่อไป

ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงิน

มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ โดยจะต้องนำเงินค่าบริการ

ที่จ่ายในครั้งก่อนๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ณ ที่จ่ายด้วย ..." ธนาคารฯ หารือว่า หาก

ผู้ใช้บริการจ่ายค่าธรรมเนียมบาทเนตสำหรับการใช้บริการครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 รวมกันมีมูลค่าไม่ถึง

1,000 บาท ผู้จ่ายไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ณ ที่จ่าย แต่หากมีการจ่ายค่าธรรมเนียมครั้งที่ 3 ซึ่งเมื่อ

รวมกับค่าธรรมเนียมในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 แล้ว มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ผู้จ่ายมีหน้าที่ต้อง

หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าธรรมเนียมรวมทุกครั้ง หรือ ในอัตราร้อยละ 3.0

ของค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในครั้งที่ 3 และหากมีการจ่ายค่าธรรมเนียมในครั้งที่ 4 มีมูลค่าไม่ถึง 1,000

บาท ผู้จ่ายค่าธรรมเนียมจะต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการใน

ครั้งที่ 4 หรือไม่

2. ปัญหาทางปฏิบัติเกี่ยวกับการให้บริการระบบการเรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนัก

หักบัญชี 3 วันทำการ (Bill of Collection-3D หรือ B/C-3D)

2.1 ปัจจุบัน ธนาคารฯ มีวิธีการเรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชี 6

วันทำการ (B/C-6D) หรือ ระบบการแลกเปลี่ยนเช็คปลายทาง แต่เนื่องจากระบบการเรียกเก็บเงิน

ตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชี 6 วันทำการมีปัญหาในทางปฏิบัติ ธนาคารฯ จึงจะยกเลิกระบบการ

เรียกเก็บเงินดังกล่าวและนำระบบการเรียกเก็บเงินต้นทางหรือแลกเปลี่ยนเช็คต้นทาง (ระบบ

B/C-3D) มาใช้แทน กล่าวคือ ถ้าสาขาธนาคารผู้รับฝากเช็คและสาขาธนาคารผู้จ่ายอยู่ต่างเขตสำนัก

หักบัญชี ให้สาขาธนาคารผู้รับฝากเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชีส่งเช็คเพื่อเรียกเก็บเงินที่สาขาหลักของ

ธนาคารผู้จ่ายผ่านสำนักหักบัญชีจังหวัด โดยสาขาหลักของธนาคารผู้จ่ายจะดำเนินการเรียกเก็บจากสาขา

เจ้าของบัญชีต่อไป และดำเนินการแจ้งผลในลักษณะ Clearing 3 วันทำการนับจากวันแลกเปลี่ยนเช็ค

กล่าวคือ ธนาคารผู้จ่ายต้องแจ้งผลเช็คคืนภายใน 3 วันทำการ หากไม่แจ้งผลเช็คคืนภายในเวลาที่

กำหนดให้ถือว่าเช็คนั้นเรียกเก็บ โดยค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บ

(ธนาคารผู้รับฝากเช็ค) และธนาคารผู้จ่ายจะแบ่งตามอัตราส่วนที่กำหนดร่วมกัน ดังนี้

(1) กรณีธนาคารเป็นสมาชิกสามัญ ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บจะคิดค่าธรรมเนียมจาก

ผู้ใช้บริการหมื่นละ 20 บาท จากจำนวนเงินหน้าเช็ค โดย ธนาคารฯ จะคำนวณและแบ่งค่าธรรมเนียม

ระหว่างธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บและธนาคารผู้จ่ายตามอัตราส่วนที่กำหนดร่วมกัน

(2) กรณีธนาคารเป็นสมาชิกสมทบ ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บจะคิดค่าธรรมเนียมจาก

ผู้ใช้บริการหมื่นละ 20 บาท จากจำนวนเงินหน้าเช็ค โดย ธนาคารฯ จะคำนวณและนำเงินไปให้กับ

ธนาคารผู้จ่ายทั้งจำนวน

2.2 ธนาคารฯ หารือว่า

(1) ค่าธรรมเนียมการใช้บริการในระบบ B/C-3D ตาม 2.1 (1) และ 2.1

(2) ผู้ใช้บริการต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่ กรณีต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ธนาคารพาณิชย์จะ

มีวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย อย่างไร และจะใช้แนวทางและหลักเกณฑ์เดียวกันกับการ

หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media Clearing) ได้หรือไม่

(2) กรณีการออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ธนาคารพาณิชย์ควร

ปฏิบัติอย่างไร

2.แนววินิจฉัย

1. กรณีการให้บริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนต เนื่องจากผู้ใช้บริการเป็น

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งมีความประสงค์จะโอนเงินให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่มี

บัญชีเงินฝากอยู่ต่างธนาคาร โดยการหักโอนบัญชีเงินฝากของผู้ใช้บริการที่มีอยู่กับธนาคารผู้สั่งโอน

เข้าบัญชีเงินฝากของบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีอยู่กับธนาคารผู้รับโอน ซึ่งผู้ใช้บริการไม่ต้องทำสัญญาหรือ

ข้อตกลงล่วงหน้ากับธนาคารก่อนการใช้บริการ แต่ต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอน ให้แก่ธนาคารผู้สั่ง

โอน รายได้จากค่าธรรมเนียมการให้บริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อผู้ใช้บริการจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนให้แก่

ธนาคารผู้สั่งโอน ผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ

ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม

มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544

และการจ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามสัญญาระยะยาวซึ่งไม่สามารถคำนวณ

ค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้ใช้บริการไม่มี

หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการในครั้งต่อไปซึ่งเมื่อรวมกับค่าบริการครั้งที่

ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ

ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของ ค่าบริการ โดยต้องนำค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อนๆ มารวมคำนวณเพื่อ

หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนั้น เมื่อผู้ใช้บริการจ่ายค่าธรรมเนียมบาทเนตครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ให้กับ

ธนาคารผู้สั่งโอนจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้ใช้บริการไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับ

ค่าบริการดังกล่าว และเมื่อผู้ใช้บริการจ่ายค่าธรรมเนียมครั้งที่ 3 ซึ่งเมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมครั้งที่ 1

และครั้งที่ 2 มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา

ร้อยละ 3.0 ของค่าธรรมเนียม โดยต้องนำค่าธรรมเนียมที่ได้จ่ายในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มารวม

คำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย และสำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียมในครั้งต่อๆ ไป แม้การจ่ายใน

แต่ละครั้งจะมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ

3.0 ของค่าธรรมเนียมที่จ่ายในแต่ละครั้ง

2. กรณีการให้บริการระบบการเรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชี 3 วันทำการ

(B/C-3D) ซึ่งค่าบริการดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวให้ถือปฏิบัติดังนี้

2.1 กรณีผู้ใช้บริการซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นจ่าย

ค่าธรรมเนียมในการเรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชีให้แก่ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บ (ธนาคาร

ผู้รับฝากเช็ค) รายได้จากค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่ง

ประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อผู้ใช้บริการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บ หากการจ่ายตาม

สัญญารายหนึ่ง ๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา

ร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26

กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ฯลงวันที่ 15

กันยายน พ.ศ. 2544 และผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่าย ให้กับธนาคาร

ในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ(1) แห่งประมวลรัษฎากร

2.2 กรณีธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บ (ธนาคารผู้รับฝากเช็ค) จ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ

ธนาคารผู้จ่าย ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายดังนี้

(1) กรณีธนาคารเป็นสมาชิกสามัญ ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บจะจ่ายค่าธรรมเนียมการ

เรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชีที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการให้แก่ธนาคารผู้จ่ายตามอัตราส่วนที่

กำหนดร่วมกัน หากการจ่ายตามสัญญารายหนึ่ง ๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บ

มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของจำนวนเงินที่จ่ายให้แก่ธนาคารผู้จ่าย ตาม

ข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 และ

ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้กับธนาคารผู้จ่ายในทันที

ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ(1) แห่งประมวลรัษฎากร

(2) กรณีธนาคารเป็นสมาชิกสมทบ ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บจะจ่ายค่าธรรมเนียมการ

เรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชีที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการให้แก่ธนาคารผู้จ่ายทั้งจำนวน กรณี

ดังกล่าวถือว่าธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บเป็นตัวแทนของผู้ใช้บริการซึ่งเป็นผู้จ่ายเงิน หากการจ่ายตามสัญญา

รายหนึ่ง ๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

จากธนาคารผู้จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ

ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ฯ

ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับธนาคารผู้จ่ายใน

ทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ(1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยใช้แบบพิมพ์

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บซึ่งเป็นตัวแทน แต่จะต้องระบุชื่อ ที่อยู่

และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ใช้บริการด้วย และให้ธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บซึ่งเป็นตัวแทนส่ง

สำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับผู้ใช้บริการ เพื่อผู้ใช้บริการจะได้นำไปยื่นรายการ

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.53 ต่อไป กรณีดังกล่าว ผู้ใช้บริการไม่มีหน้าที่ต้องหัก

ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากธนาคารผู้ส่งเรียกเก็บอีก

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 1 มีนาคม 2547

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการให้บริการเรียกเก็บเงินตามเช็คข้ามเขตสำนักหักบัญชี และกรณีการขอผ่อนผันการใช้รายงานการชำระค่าธรรมเนียมและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายระหว่างธนาคารผ่านระบบ B/C 3 วัน เป็นหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    กค 0706/2057

  2. 11 พฤศจิกายน 2546

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ของผลตอบแทนให้แก่ผู้ฝากเงิน

    กค 0706/10955

  3. 14 พฤษภาคม 2545

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการขออนุมัติผ่อนผันการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่าย ครั้งเดียวทุกสิ้นเดือน

    กค 0811/ก.600

  4. 14 พฤษภาคม 2545

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการจ่ายค่าบริการที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้า

    กค 0811/ก.597

  5. 16 พฤศจิกายน 2544

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์

    กค 0811/0875

  6. 2 สิงหาคม 2544

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีรายได้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์

    กค 0811/7657

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

อ้างมาตรา 40 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

อ้างมาตรา 50 ทวิ เช่นกัน

ดูทั้งหมด

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ