ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบวิชาชีพอิสระ

กค 0702/6973 · 7 กันยายน 2561

เลขที่หนังสือ
กค 0702/6973
วันที่
7 กันยายน 2561
เลขตู้
81/40793

1.ข้อหารือ

นาย ก.หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบวิชาชีพอิสระ โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

1. นาย ก.ประกอบวิชาชีพอิสระ (ประกอบโรคศิลปะ) รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ (ผมบาง) ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามหนังสือแพทยสภา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2535 การคิดค่ารักษาพยาบาล นาย ก.จะคิดตามความยากง่ายประกอบกับระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

2. นาย ก.ได้เปิดคลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง สาขาศัลยกรรมทั่วไป ประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ตามใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำแนะนำของสำนักงานสรรพากรพื้นที่เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 นาย ก.ได้ย้ายสถานประกอบการ

3. ตั้งแต่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 จนถึงปัจจุบัน นาย ก. มีรายได้จากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ (ผมบาง) เท่านั้น โดยไม่มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ เช่น สบู่ แชมพู ยา อื่น ๆ เป็นต้น ให้แก่บุคคลทั่วไปที่ไม่ต้องผ่านการตรวจรักษาจากท่าน ซึ่งในการตรวจรักษาทุกครั้ง นาย ก. ได้ออกใบกำกับภาษีและนำรายได้ที่ได้รับไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.94) แสดงค่าตอบแทนที่ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ในแต่ละปีภาษีอีกด้วย

นาย ก. จึงหารือว่า การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวถูกต้อง ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร

2.แนววินิจฉัย

กรณี นาย ก. รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ (ผมบาง) ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามหนังสือแพทยสภา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2535 เข้าลักษณะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 เมื่อนาย ก.ประกอบกิจการสถานพยาบาลที่ไม่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนแผนปัจจุบัน สาขาศัลยกรรมทั่วไป โดยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ตามใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลเลขที่ ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 ใช้ชื่อสถานพยาบาล “ก.คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางศัลยกรรมทั่วไป” และใบอนุญาตเลขที่ดังกล่าวได้ระบุให้ใช้ได้เฉพาะสถานที่ประกอบกิจการสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในใบอนุญาตเท่านั้น ดังนั้น การเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร อาจพิจารณาได้ดังนี้

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีนาย ก ได้รับค่าตอบแทนจากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ (ผมบาง) ค่าตอบแทนที่ได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร นายก.จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยให้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง คือ ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94 ภายในเดือนกันยายนของปีภาษีและยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ตามมาตรา 56 ทวิ และมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้ให้บริการแก่ผู้ป่วย ณ สถานประกอบการตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต เข้าลักษณะเป็นการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น กรณีตามข้อเท็จจริง นาย ก.ประกอบกิจการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ (ผมบาง) โดยไม่ได้ประกอบกิจการอย่างอื่นที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 และได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร นาย ก.ไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่มีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/3 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อท่านได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้โดยสำคัญผิดในข้อกฎหมาย จึงไม่มีสถานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายตั้งแต่เริ่มประกอบการ นาย ก.ต้องไปดำเนินการขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 85/10 แห่งประมวลรัษฎากร

นาย ก.กรณียื่นแบบ (ภ.พ.30) ตามจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีที่ออกโดย ไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย โดยนำภาษีซื้อมาขอเครดิตออกจากภาษีขายและได้นำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากรไว้แล้ว จึงมีผลเป็นการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องรับผิดตามใบกำกับภาษีดังกล่าวบางส่วนเท่านั้น ท่านจึงต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีในส่วนที่เสียภาษีขาดพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรของภาษีที่เสียไว้ขาด นอกจากนี้ นาย ก.ยังต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและค่าปรับทางอาญากรณีออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 89 (6) และ มาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากรอีกด้วย

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 24 กันยายน 2567

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจัดเก็บภาษีร้านค้าปลีก

    กค 0702/5462-5463

  2. 6 สิงหาคม 2558

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบกิจการสถานพยาบาล

    0702/พ.7193

  3. 28 ตุลาคม 2557

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการระบุมาตราเกี่ยวกับอายุความการประเมินในหนังสือแจ้งการประเมิน

    กค 0702/8045

  4. 15 พฤษภาคม 2557

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบกิจการสถานพยาบาล

    กค 0702/2994

  5. 30 กรกฎาคม 2544

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีผู้ยื่นแบบแสดงรายการมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    กค 0811/พ./7513

  6. 27 ตุลาคม 2540

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ค่าตอบแทนของพยาบาลที่ได้รับจากการปฏิบัติงานตามจำนวนชั่วโมง และจำนวนครั้งที่ปฏิบัติงาน

    กค 0811/14729

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

อ้างมาตรา 40 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

อ้างมาตรา 81 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

อ้างมาตรา 81/3 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ