ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีส่งพนักงานไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ

กค 0702/1259 · 21 กุมภาพันธ์ 2560

เลขที่หนังสือ
กค 0702/1259
วันที่
21 กุมภาพันธ์ 2560
ข้อกฎหมาย
มาตรา ม.41
เลขตู้
80/40317

1.ข้อหารือ

1.นาย .ส เป็นพนักงานของบริษัท อ. จำกัด (บริษัทฯ) ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย บริษัทฯ ได้ให้บริการดูแลควบคุมการผลิตสินค้าและคุณภาพในประเทศไทยแก่ E (ผู้ว่าจ้างฯ) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ โดยผู้ว่าจ้างฯ ได้จ้างบริษัท (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ผลิตสินค้าในประเทศไทย

2. ปลายปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยประสบอุทกภัย ผู้ว่าจ้างฯ จึงว่าจ้าง B บริษัทจดทะเบียนในประเทศมาเลเซีย ให้เป็นผู้ผลิตสินค้าแทน จึงเป็นเหตุให้บริษัทฯ ส่งนาย ส. ไปปฏิบัติงาน ณ ประเทศมาเลเซีย เพื่อควบคุมการผลิตสินค้าและคุณภาพสินค้าให้แก่ผู้ว่าจ้างฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป แต่นาย ส. ต้องเดินทางกลับประเทศไทยบ่อยครั้ง เนื่องจากความจำเป็นเกี่ยวกับครอบครัว บางช่วงจึงปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับประเทศมาเลเซียในประเทศไทยเมื่อคำนวณจากสำเนาหนังสือเดินทางทุกหน้าที่ประทับตราเข้า-ออก พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่31 ธันวาคม พ.ศ. 2555 นาย ส. อยู่ในประเทศไทย รวม 219 วัน และอยู่ในประเทศมาเลเซีย รวม 218 วัน

3. ในปี พ.ศ. 2555 บริษัทฯ ได้จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในประเทศไทยของนาย ส. เป็นจำนวนรวม 1,712,944 บาท มีรายละเอียดดังนี้

- เงินได้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในประเทศไทย จำนวน 561,122.77 บาท (คำนวณจากวันทำงานในประเทศไทยจำนวน 111 วัน)

- เงินได้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในประเทศมาเลเซีย จำนวน 1,151,821.23 บาท (คำนวณจากวันทำงานในประเทศมาเลเซียจำนวน 218 วัน)ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย พร้อมนำส่งกรมสรรพากรแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 167,792.84 บาท

4. นาย ส ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91) สำหรับปีภาษี 2555 แสดงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 1,712,944 บาท ภาษีที่คำนวณได้จำนวน 139,999.25 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จำนวน 167,792.84 บาท เมื่อคำนวณแล้วมีภาษีอากรที่ชำระไว้เกิน จำนวน 27,793.59 บาท พร้อมทั้งได้ใช้แบบแสดงรายการเป็นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรที่ชำระไว้เกินดังกล่าว

5. ในปีภาษี 2555 นาย ส. อ้างว่าตนเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย และได้ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ประเทศมาเลเซียด้วย ต่อมานาย ส. จึงได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10)เพื่อขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับปีภาษี 2555 จำนวน 94,138.58 บาท เนื่องจากเข้าใจว่ามีการชำระภาษีซ้ำซ้อนจากเงินได้ที่ได้รับจากการปฏิบัติงานในประเทศมาเลเซีย

2.แนววินิจฉัย

1. กรณีนาย ส.ได้รับเงินเดือนและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานที่ทำเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ ในประเทศไทยและประเทศมาเลเซียจากบริษัทฯ ผู้เป็นนายจ้าง ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ถือว่านาย ส. มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย นาย ส. มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ดังกล่าวในประเทศไทย ทั้งนี้ ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

2. เนื่องจากในปี พ.ศ. 2555 นาย ส. อยู่ในประเทศไทยรวม 219 วัน นาย ส.จึงเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ นายส. ยังเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศมาเลเซียอีกด้วย ดังนี้ หากนาย ส.เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่เพื่อความมุ่งประสงค์ในการเสียภาษีในทั้งสองรัฐ คือ ทั้งประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย จำเป็นจะต้องมีการกำจัดความซ้ำซ้อนของถิ่นที่อยู่เสียก่อน ซึ่งจะมีผลถึงการพิจารณาเขตอำนาจในการจัดเก็บภาษีของรัฐคู่สัญญาและการขจัดภาษีซ้อนตามความตกลงฯ ต่อไป และเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วพบว่า นาย ส.มีครอบครัวอยู่ที่ประเทศไทยแต่ถูกส่งตัวไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียเป็นการชั่วคราว เพื่อประโยชน์ในการทำงานให้แก่นายจ้างในประเทศไทยโดยนายจ้างได้จ่ายค่าจ้างให้แก่นาย ส.ผ่านบัญชีในประเทศไทย กรณีจึงอาจถือได้ว่านาย ส. มีที่อยู่ถาวรในประเทศไทย และแม้ว่านาย ส อาจมีที่อยู่ถาวรในทั้งสองรัฐ แต่ความสัมพันธ์ทางส่วนตัวและทางเศรษฐกิจของนายสมภพฯ ย่อมใกล้ชิดกับประเทศไทยมากกว่า จึงถือว่านาย ส. มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ตามข้อ 4 (2) (ก) ของความตกลงฯ

3. ตามข้อ 14 วรรค 1 ของความตกลงฯ โดยหลักแล้วเฉพาะรัฐถิ่นที่อยู่ซึ่งในกรณีนี้คือประเทศไทยเท่านั้น ที่จะมีสิทธิเก็บภาษีจากค่าตอบแทนที่นาย ส ได้รับเนื่องจากการบริการส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม นาย ส ได้กระทำการบริการบางส่วนในประเทศมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียจึงมีสิทธิเก็บภาษีจากค่าตอบแทนในส่วนที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศมาเลเซียด้วย อย่างไรก็ดี ตามข้อ 14 วรรค 2 ของความตกลงฯ ประเทศไทยเท่านั้นที่จะมีสิทธิเก็บภาษีจากค่าตอบแทนดังกล่าว หากกรณีเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งสามประการ ดังนี้

ก. ผู้รับอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น (ประเทศมาเลเซีย) ชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลาซึ่งรวมกันแล้วไม่เกินกว่า 183 วัน ในวันปฏิทินที่เกี่ยวข้อง และ

ข. การให้บริการนั้นได้ทำขึ้นเพื่อหรือในนามของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาที่กล่าวถึงรัฐแรก (ประเทศไทย) และ

ค. ค่าตอบแทนนั้นมิได้ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวรซึ่งบุคคลผู้จ่ายค่าตอบแทนมีอยู่ในรัฐ ผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง (ประเทศมาเลเซีย)เมื่อพิจารณาแล้วปรากฏว่านาย ส อยู่ในประเทศมาเลเซียชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลาซึ่งรวมกันแล้วเกินกว่า 183 วัน ในปี พ.ศ. 2555 กรณีจึงไม่ครบเงื่อนไขตามข้อ 14 วรรค 2 ของความตกลงฯ ผลก็คือจะต้องใช้หลักตามข้อ 14 วรรค 1 ของความตกลงฯ กล่าวคือ ประเทศไทยมีสิทธิในการเก็บภาษีจากค่าตอบแทนที่นาย ส. ได้รับ ทั้งที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยและในประเทศมาเลเซีย แต่ประเทศมาเลเซียก็มีสิทธิเก็บภาษีจากค่าตอบแทนที่นาย ส ได้รับในส่วนที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศมาเลเซียด้วย จึงเกิดการเก็บภาษีซ้อนกันในส่วนนี้ โดยประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐถิ่นที่อยู่มีหน้าที่ขจัดภาษีซ้อนโดยการยอมให้มีการนำภาษีที่เกี่ยวกับเงินได้ในส่วนที่เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซียมาเครดิตต่อภาษีไทยที่ต้องชำระในส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้นั้น แต่จำนวนเครดิตภาษีจะต้องไม่เกินจำนวนภาษีไทยส่วนที่ได้คำนวณไว้ก่อนที่จะให้เครดิตตามจำนวนที่เหมาะสมกับเงินได้นั้น ตามข้อ 23 วรรค 4 ของความตกลงฯ

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 6 ตุลาคม 2559

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายค่าสิทธิไปต่างประเทศ

    กค 0702/8336

  2. 13 มิถุนายน 2550

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการจ่ายเงินค่าวัตถุดิบและค่าบริการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัทต่างประเทศ

    กค 0706/5821

  3. 10 เมษายน 2549

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีรายได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ

    กค0706/2940

  4. 8 ธันวาคม 2547

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีค่าโฆษณา ค่าห้องพัก ค่าจัดหารถยนต์พร้อมคนขับ ค่าเช่า ค่าจ้างเทพื้นคอนกรีต ค่าซื้อหนังสือพิมพ์ ค่าป่วยการ และเงินเดือน ประเด็นปัญหา: คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528,มาตรา 40(8), มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร             1. บริษัทฯ ได้ว่าจ้างบริษัทในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่มีสถานประกอบการใน ประเทศไทย โฆษณาสินค้าผ่านเว็บไซต์ของบริษัทในประเทศสิงคโปร์ โดยบริษัทฯ จะนำรูปถ่ายและตัวอย่างสินค้าที่ผลิตส่งมอบให้บริษัทในประเทศสิงคโปร์ เพื่อโฆษณาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลที่เข้าไปดูรายการสินค้าในเว็บไซต์ จึงขอทราบว่า หากบริษัทฯ ได้ชำระค่าบริการ (Information Listing In Japan-Thailand Electronic Online Directory) ให้แก่บริษัทในประเทศสิงคโปร์ จะต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย (ภ.ง.ด.54) และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) หรือไม่ อย่างไร           2. บริษัทฯ จ่ายค่าห้องพักของพนักงานให้แก่บริษัทผู้ให้เช่า โดยหักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5.0 ต่อมาบริษัทผู้ให้เช่าได้เปลี่ยนกิจการเป็นโรงแรม และ เรียกเก็บเป็นค่าบริการห้องพัก บริษัทฯ สามารถหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5.0 ได้ หรือไม่           3. บริษัทฯ ทำสัญญากับบริษัทอื่น ให้จัดหารถยนต์ตู้และรถบัสพร้อมคนขับเพื่อรับ-ส่งพนักงานตามจุดต่าง ๆ และจัดหารถบัสพร้อมคนขับนำมาจอดไว้ที่บริษัทฯ ทั้งวันเพื่อ รับ-ส่งพนักงานผู้มาทำงานล่วงเวลาในวันหยุด และจัดหารถยนต์ตู้พร้อมคนขับเพื่อสำรอง (Stand by) ไว้ใช้ออกไปในสถานที่ต่าง ๆ แล้วแต่กรณี หรือเพื่อพาแขกไปตีกอล์ฟตามจังหวัดใกล้เคียงใน บางครั้ง โดยมีข้อกำหนดแห่งสัญญาให้บริษัทผู้จัดหารถยนต์คำนวณค่าบริการและค่าน้ำมันตามระยะทางพร้อมค่าล่วงเวลา บริษัทฯ ขอทราบว่า                (1) บริษัทฯ จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการจัดหา รถยนต์ตู้และรถบัสพร้อมคนขับ ในอัตราเท่าใด อย่างไร เป็นอย่างไร                (2) หลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ร้อยละ 3.0 และร้อยละ 1.0 สำหรับค่าเช่า ค่าบริการ และค่าขนส่ง ตามลำดับเป็นอย่างไร           4. บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด สำหรับการจ่ายเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดา ในกรณีดังต่อไปนี้                (1) กรณีบริษัทฯ ได้ว่าจ้างให้บุคคลธรรมดาทำการกั้นห้อง หรือเทพื้นคอนกรีต โดยผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระทั้งหมด และจ่ายค่าจ้างแต่ละครั้งเป็นจำนวนไม่เท่ากัน                (2) กรณีบริษัทฯ ซื้อหนังสือพิมพ์รายวันจากบุคคลธรรมดาทุกวันในราคาปกติ                (3) กรณีรถยนต์รับส่งพนักงานของบริษัทฯ ไม่เพียงพอในบางวัน บริษัทฯ จะว่าจ้างบุคคลธรรมดาให้จัดหารถยนต์พร้อมคนขับ เพื่อรับส่งพนักงานตามสถานที่ต่าง ๆ ตามที่ ตกลงกัน โดยตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นรายเที่ยวเที่ยวละไม่ถึง 1,000 บาท ตามระยะทางใกล้หรือไกลของเส้นทาง ทั้งนี้ บริษัทฯ จะรวบรวมจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนเดือนละครั้ง โดยในบางเดือนมีจำนวนเกินกว่า 1,000 บาท           5. กรณีบริษัทฯ ได้ซื้อเครื่องจักรจากบริษัทในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิต สินค้าประเภทเดียวกัน แต่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย และได้ทำข้อตกลงให้บริษัท ในประเทศมาเลเซีย จัดส่งวิศวกรเครื่องจักร เพื่อให้คำแนะนำวิธีใช้เครื่องจักรให้ราบรื่นและมี ประสิทธิภาพในการผลิตสินค้า โดยบริษัทในประเทศมาเลเซีย จะจัดส่งวิศวกรจำนวน 4 คน มาให้คำแนะนำเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน หรืออาจจะมากหรือน้อยกว่า แล้วแต่กรณี ในปีภาษี เดียวกัน โดยบริษัทฯ จะรับผิดชอบให้ความสะดวกเกี่ยวกับที่พักและรถรับ-ส่ง พร้อมจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 600 บาท ให้แก่วิศวกรโดยตรง ระหว่างที่พักอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งเงินเดือน ในประเทศมาเลเซีย เงินประกันตามกฎหมาย ค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ และค่าล่วงเวลา โดยบริษัทฯ จะโอนเงินดังกล่าวให้แก่บริษัทในประเทศมาเลเซีย ตามใบแจ้งหนี้ที่จัดส่งมาเรียกเก็บ ภายหลัง บริษัทฯ ขอทราบในกรณีดังต่อไปนี้                (1) บริษัทฯ จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากวิศวกรจำนวน 4 คน หรือไม่ หากต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้คำนวณภาษีจากฐานรายได้ใด นำส่งด้วยแบบแสดง รายการใด หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างไร                (2) บริษัทฯ ในประเทศมาเลเซียต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร                (3) บริษัทฯ ต้องหักภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ อย่างไร จากฐานค่าใช้จ่ายใดบ้าง

    กค 0706(กม.05)/1022

  5. 17 สิงหาคม 2547

    ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายเงินค่าจ้างให้กับบริษัทต่างประเทศ

    กค 0706/7714

  6. 12 เมษายน 2545

    การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีรับเงินค่าตอบแทนในต่างประเทศ

    กค 0811/ก.200

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ