ข้อหารือดัชนีข้อหารือกรมสรรพากร (ไม่ใช่เว็บทางการ)ค้นหา

ภาระภาษีอากร กรณีการควบรวมบริษัทจำกัด

กค 0702(กม.)/462 · 22 เมษายน 2569

เลขที่หนังสือ
กค 0702(กม.)/462
วันที่
22 เมษายน 2569
ประเภทภาษี
อื่น ๆ
ข้อกฎหมาย
มาตรา 1236 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 1238 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 1239 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 1243 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 1242 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 73มาตรา 74มาตรา 74มาตรา 77/1มาตรา 5 สัตต (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 5 (ยังไม่พบข้อความมาตรานี้)มาตรา 6

1.ข้อหารือ

ตามบันทึกที่ กค 0702 (กม.)/453 ลงวันที่ 11 เมษายน 2568 เกี่ยวกับภาระภาษีอากร กรณีการควบรวมบริษัทจำกัด เนื่องจากในการควบรวมกันตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ นั้น บริษัท ก. จะยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่ และบริษัท ข. จะสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลไปโดยการสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลของบริษัท ข. นั้น จะเป็นการสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1243 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ และบริษัท ข. ไม่ต้องมีการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีแต่อย่างใด จึงขอแนวทางปฏิบัติในประเด็นดังกล่าว

2.แนววินิจฉัย

1. ในการควบรวมกันตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ นั้น จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีมติพิเศษของบริษัทจำกัด และจะต้องนำมติพิเศษดังกล่าวไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับตั้งแต่ วันลงมติ ทั้งนี้ ตามมาตรา 1238 และมาตรา 1239 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ และจะต้องมีการ จดทะเบียนการควบรวมบริษัทภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ควบรวมกัน ทั้งนี้ ตามมาตรา 1241 และมาตรา 1240/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ

2. เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบรวมบริษัทตาม 1. แล้ว นอกเหนือจากบริษัทหนึ่ง ที่คงมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่ บริษัทอื่นที่ควบรวมกันย่อมสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลไปตามมาตรา 1238 (2) ประกอบกับมาตรา 1242 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ โดยบริษัทที่คงมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่นั้นย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทที่ได้มาควบรวมนั้นทั้งสิ้นตามมาตรา 1243 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ

3. ในการควบรวมกันตามมาตรา 1238 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ ไม่เป็นเหตุของการเลิกบริษัทจำกัดตามมาตรา 1236 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ จึงไม่อยู่ในบังคับการชำระบัญชีตามหมวด 5 การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ

4. ด้วยเหตุตาม 1. ถึง 3. แล้ว การที่บริษัท ก. และบริษัท ข. ได้ควบรวมกัน ตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ จึงไม่ได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัดและชำระบัญชีแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี เนื่องจากประมวลรัษฎากรยังคงใช้เงื่อนไขเดิมก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ตามที่กล่าวข้างต้น จึงเห็นควรพิจารณาความบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินการควบรวมกันตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการโอนกิจการทั้งหมดตามประมวลรัษฎากรมีภาระภาษีหรือหน้าที่ในทางภาษีอากรเท่ากับการดำเนินการก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565

4.1 ให้ถือว่าการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลโดยผลของการควบรวมกันตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ เป็นการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลนั้นได้เลิกกัน และให้ถือว่าวันที่ได้จดทะเบียนควบรวมบริษัทเป็นวันสุดท้ายแห่งรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบรวมกันแล้วแต่ยังคงมีสถานะการเป็นนิติบุคคลอยู่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามมาตรา 72 และมาตรา 73 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่อาจปรับใช้ได้แก่กรณีตามข้อเท็จจริง

4.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกันตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น จะต้องคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ตามวิธีการในมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 66 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่

4.2.1 การตีราคาทรัพย์สิน

(1) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่สิ้นสภาพการเป็น นิติบุคคลจากการควบรวมกันนั้น ตีราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนการควบรวมบริษัท แต่ไม่ให้ถือราคานั้นเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว

(2) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ยังคงมีสภาพการเป็น นิติบุคคลอยู่จากการควบรวมกันนั้น ถือเอาราคาทรัพย์สินที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่สิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลจากการควบรวมกันตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลที่สิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลนั้นในวันที่จดทะเบียนการควบรวมบริษัทเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิจนกว่าจะได้มีการขายทรัพย์สินนั้นไป ประกอบกับทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหัก ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลนั้น ใช้อยู่เพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น

(3) ผลขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่สิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลจากการควบรวมกันนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ยังคงมีสภาพการเป็นนิติบุคคลอยู่จากการควบรวมกันไม่อาจนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิได้

4.2.2 เงินสำรองหรือเงินกำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เฉพาะส่วนที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่สิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลจากการควบรวมกันยังไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้าย

ทั้งนี้ ตามมาตรา 74 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่อาจปรับใช้ได้แก่กรณีตามข้อเท็จจริง

4.3 เพื่อให้การดำเนินการเพื่อการใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 3 โสฬส มาตรา 5 สัตตรส และมาตรา 6 (31) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 ยังคงสามารถกระทำได้ จึงให้ถือว่าวันที่จดทะเบียนควบรวมบริษัท เป็นวันที่ดังต่อไปนี้

4.3.1 วันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง สำหรับกรณีการโอนกิจการทั้งหมด ตาม ข้อ 3 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากัน หรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชน จำกัด หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

4.3.2 วันที่โอน ตามข้อ 3 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

และให้ถือว่าการจดทะเบียนควบรวมบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้นเป็นการที่บริษัทผู้โอนกิจการได้จดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการ ตามข้อ 3 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

เรียงตามวันที่ จากใหม่ไปเก่า

  1. 11 เมษายน 2568

    ภาระภาษีอากร กรณีการควบรวมบริษัทจำกัด

    กค 0702(กม.)/453

  2. 21 กุมภาพันธ์ 2567

    การควบรวมบริษัทตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    กค 0702/1112

  3. 5 สิงหาคม 2558

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ กรณีการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน

    0702/7157

  4. 14 ธันวาคม 2548

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัทควบเข้ากัน

    กค 0706/10422

  5. 6 ธันวาคม 2548

    ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการโอนกิจการ

    กค 0706/10175

  6. 20 ตุลาคม 2548

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการควบกิจการและการโอนกิจการทั้งหมด

    กค 0706(กม.01)/978

บริการเสริม

ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูกรณีของคุณ

ข้อหารือผูกพันเฉพาะผู้ยื่นหารือรายนั้น หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงต่างออกไป ทีมที่ปรึกษาด้านภาษีที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ร่วมงานด้วยสามารถช่วยตรวจสอบกรณีจริงของคุณได้ การกรอกข้อมูลเป็นการขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น ไม่มีการเรียกเก็บเงินบนเว็บไซต์นี้

ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประเด็นที่กรอกใช้เพื่อติดต่อกลับเท่านั้น ไม่เผยแพร่ ดู ความเป็นส่วนตัว

อ้างมาตรา 73 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

อ้างมาตรา 74 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

อ้างมาตรา 77/1 เช่นกัน

ดูทั้งหมด

เนื้อหานี้เป็นการนำเสนอสิ่งที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากร โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ